วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

10 เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2014


Juniper Research บริษัทวิจัยธุรกิจโทรคมนาคมเผย 10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราในปี 2014 ซึ่งมีทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น รวมทั้งเครื่องมือ-อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอันทันสมัย มีอะไรน่าสนใจบ้างมาชมกัน
1. Smart City
เมืองในบางประเทศจะได้รับการพัฒนาระบบขนส่ง ระบบสาธารณสุข ระบบไฟฟ้าโดยเริ่มนำเซ็นเซอร์และแอพพลิเคชั่นบนระบบ cloud มาใช้ควบคุมไฟท้องถนนและอาคารสถานที่ต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง สร้างเมืองที่น่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 
2. Mobile Payment
การใช้สมาร์ทโฟนเพื่อชำระเงินบริการและเซอร์วิสต่างๆ แทนการใช้กระเป๋าสตางค์เริ่มมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทั้งจากประเทศชั้นนำและในประเทศที่กำลังพัฒนา ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนสำหรับบ้านเราคือเริ่มมีการใช้สมาร์ทโฟน (บางรุ่น) แทนบัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS แล้ว
3. Wearable devices will proliferate
อุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยการจุดประกายความหวังสำหรับอนาคตที่เริ่มจาก Google Glass แว่นตาอัจฉริยะจากค่าย Google ที่ปรากฏออกมาทำให้มีผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีชั้นนำเริ่มคิดค้นหาสิ่งใหม่ๆ มาตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคตมากขึ้น และในปี 2014 จะเป็นปีแห่งการแตกหน่อสินค้าไอทีประเภทอุปกรณ์สวมใส่อีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่นนาฬิกาไฮเทค Sony Smartwatch และSamsung Galaxy Gear ที่ถูกนำมาวางขายเคียงคู่กับสมาร์ทโฟนในร้านค้าชั้นนำหลายแห่งแล้ว
4. iPads and tablets will grow in education
แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ไอทีที่ได้รับความนิยมอย่างถูกนำไปใช้งานเพื่อการศึกษาเพิ่มมากขึ้น (โครงการแท็บเล็ต ป.1) มีแนวโน้มว่าเร็วๆ นี้แท็บเล็ตจะสามารถเข้าไปแทนที่คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปได้อย่างเต็มรูปแบบ
5. Mobile fitness devices will grow even bigger
อุปกรณ์ไฮเทคเพื่อการออกกำลังกายได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์เสริมที่ใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เช่นเครื่องนับก้าวเดิน สายรัดข้อมือสำหรับการติดตามกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารและมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพทำให้ผู้คนตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น
6. LTE subscribers will double and 4G LTE will start to roll out
เครือข่ายความเร็วสูง 4G LTE จะมีผู้ใช้งานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2014 ส่วนในบ้านเราต้องจับตาดูว่า กสทช. จะสามารถจัดสรรการประมูลคลื่นความถี่ 4G LTE กับผู้ให้บริการเครือข่ายได้รวดเร็วเพียงใดและบทสรุปของคลื่นที่นำมาใช้งาน 4G LTE และ LTE-A (4.5G) จะออกมาเป็นอย่างไร
7. Device context awareness will accelerate
อุปกรณ์สมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์จะ "เข้าใจผู้ใช้" มากขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่ชาญฉลาดขึ้นและรับรู้ว่าผู้ใช้กำลังทำอะไรและต้องการอะไร ยกตัวอย่างเช่น Google Now ในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่สามารถแสดงข้อมูลที่ผู้ใช้ควรทราบในยามที่เหมาะสม
8. Ouya and other ‘microconsoles’ will disrupt home gaming
เครื่องเกมส์คอนโซลขนาดจิ๋วจะเริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเล่นเกมส์ภายในบ้าน แม้ว่าในปี 2013 จะมีเครื่องเกมส์ชั้นนำอย่าง PlayStation 4 และ Xbox One เปิดตัวออกมา แต่ก็มีคู่แข่งม้ามืดอย่าง Ouya เครื่องเกมส์คอนโซลขนาดจิ๋วที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสองรุ่นแรก และแนวโน้มในปี 2014 น่าจะมีเครื่องเกมส์คอนโซลแนวนี้นี้ถูกผลิตออกมาอีกหลายรุ่น
9. Personal clouds will explode
เมื่อคอนเทนต์หรือข้อมูลมัลติมีเดียสามารถเผยแพร่และแชร์ได้ง่ายขึ้น การจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนถามหา แต่การจัดเก็บข้อมูลลงอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือหน่วยความจำภายนอกอาจจะไม่เพียงพอและไม่สามารถการันตีความปลอดภัยข้อมูลได้ในกรณีที่อุปกรณ์เกิดชำรุดหรือเสียหาย โดยผู้บริโภคส่วนหนึ่งเริ่มหาทางออกด้วยวิธีการใช้บริการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ (Cloud Solutions) และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์พยายามจะเข้าถึงผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนด้วยการส่งแอพพลิเคชั่นเพื่อการจัดการไฟล์มีเดียที่ใช้งานง่ายพร้อมแจกพื้นที่จัดเก็บฟรีสำหรับผู้เริ่มต้น เช่น DropboxGoogle Drive, iCloud, SkyDrive ฯลฯ ซึ่งในปี 2014 จะมีการแข่งขันในส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน
10. 3D printer sales will jump
ยอดขายเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะพุ่งสูงชนิดก้าวกระโดด โดยมียักษ์ใหญ่แวดวงไอทีชั้นนำอย่าง HP, Samsung, Microsoft เข้ามาร่วมวง ซึ่งเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติถูกพัฒนาขึ้นและมีความละเอียดในการสร้างชิ้นงานที่ประณีต โดย NASA มีแผนที่จะนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ขึ้นไปบนอวกาศเพื่อสร้างชิ้นส่วนอะไหล่ เครื่องมือพิเศษ และทดลองสร้างวัตถุต่างๆ ออกมาในปี 2014 ด้วย

10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน



10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน ดีต่อสุขภาพอย่างไรก็ต้องมาดูกันก่อนได้เลยนะ
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
รู้ไหมเอ่ย การที่เราจะมีสุขภาพดีเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ ไม่ใช่การออกกำลังกายเท่านั้นนะ แต่ว่าจะต้องรู้จักทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตัวเองอย่างเหมาะสมไม่มากและน้อยมากเกินไปนั่นเอง และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปและจะทำให้ผิวเราชุ่มชื้นผิวไม่แห้งและไม่เหี่ยวเร็วในระยะยาวนั่นเอง ท่านไหนที่ทำได้อย่างนี้แล้วละก็ สุขภาพดีก็อยู่ใกล้ในกำมือโดยที่ไม่ต้องหาซื้อกันแล้วล่ะ
แต่….. รู้ไหมว่า นอกจากรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพ ทุกวันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้นกันเป็นอย่างแน่นอน แต่… รู้หรือไม่ ว่าเป็นอาหารประเภทไหนหรือว่าแบบไหนกันแน่นะ…? ไม่ต้องรอให้สงสัยนานกันหรอกนะ งั้นตามมาดูกันได้เลย
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
1.  เบอร์รี่
อันดับแรกของเราเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั่นเอง ซึ่งใครหลาย ๆ คนจะต้องชอบรับประทานกันเป็นอย่างแน่นอน แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่สมัยนั่นไม่ใช่อย่างนั้นแล้วละ เพราะเดี๋ยวนี้หาซื้อกันได้อย่างดายตามห้างสรรถสินค้า และท้องตลาดทั่วไป  และรู้หรือไม่ว่าตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
2.ไข่ไก่
ไข่ไก่ ซึ่งหาซื้อได้ง่ายสะดวก และทำเมนูได้หลายเมนูและอร่อยกันเป็นอย่างมากๆ  กันเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูงกันเลยทีเดียว ท่ี่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงรักษาสายตา และยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณภาพจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วยนะ
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
3.ถั่ว
รู้หรือไม่ ว่าถั่วที่เรากินเล่นกันทุกวันนี้ เป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซินเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายขึ้นอีกด้วยนะ
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
4. อัลมอนด์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์
เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสูขภาพและหัวใจ ซึ่งใครหลาย ๆ คนอาจจะชื่นชอบในการรับประทานเล่นกันเป็นอย่างแน่นอน จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชดังกล่าวจะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วงลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วยนะ เห็นอย่างนี้แล้วทุกคนคงจะชื่นชอบมากกว่าเดิมแน่เลย

10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
5. ส้ม
ถ้าพูดถึง ส้ม ใคร ๆ หลายคนคงชื่นชอบและคงเคยได้รับประทานกันจนชินแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า ส้ม เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันกันเลยทีเดียว
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
6. มันเทศ
อาหารที่หาได้ง่าย และสามารถที่จะปลูกไว้กินหลังบ้านได้ อีกอย่างนะ ก็มีประโยชน์มากมายกันเลยทีเดียว มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในเรื่องการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคงคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วนะ เห็นอย่างนี้แล้วน่าจะปลูกไว้หลังบ้านเยอะ ๆ กันเลย
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
7. บร็อคโคลี่
เป็นผักที่ประกอบอาหารได้หลายอย่างกันเลยทีเดียว และบร็อคโคลี่ นี้ เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนั้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วยอีกนะ
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
8. ชา
ชา ที่ใคร ๆ หลายคนนิยมดื่มกัน แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะว่าในชานั้นมีสารต้านแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ให้ผลดีต่อสุขภาพ
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
9. คะน้า
คะน้า ซึ่งนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนูและอร่อยอีกด้วย รู้หรือไม่ ว่า คะน้า มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนั้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูกอีกด้วยนะ
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10 อาหารสุขภาพที่ควรทานกันทุกวัน
10. โยเกิร์ต
เป็นอาหารที่ใคร ๆ หลายคนคงโปรดปรานกันเป็นอย่างแน่เลย เพราะว่ารสชาติอร่อยนิหน่า.. โยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และ โปรตีน ดังนั้น ถ้ารับประทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพดีกันเลยทีเดียวละ

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อาหารไทย


  
 
   

อาหารไทย เป็นอาหารประจำของประเทศไทย ที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ถือได้ว่าอาหารไทยเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่สำคัญของไทย อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของคนไทย คือ น้ำพริกปลาทู พร้อมกับเครื่องเคียงที่จัดมาเป็นชุด[1]
จากผลการสำรวจ 50 อาหารที่อร่อยที่สุดในโลกปี 2554 โดย ซีเอ็นเอ็น (CNN) ผลปรากฏว่า อาหารไทยติดหลายอันดับ ได้แก่ ส้มตำ อันดับที่ 46, น้ำตกหมู อันดับที่ 19, ต้มยำกุ้ง อันดับที่ 8 และ แกงมัสมั่น

จุดเด่น

  คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก โดยนิยมกัน 2 ชนิดคือ ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า คนไทยภาคอีสานและภาคเหนือนิยมกินข้าวเหนียวเป็นหลัก ส่วนคนไทยภาคกลางและภาคใต้นิยมกินข้าวเจ้าเป็นหลัก ประเทศไทยที่ผูกพันกับสายน้ำเป็นหลัก ทำให้อาหารประจำครัวไทยประกอบด้วยปลาเป็นหลัก ทั้ง ปลาย่าง ปลาปิ้ง จิ้มน้ำพริก กินกับผักสดที่หาได้ตามหนองน้ำ ชายป่า หากกินปลาไม่หมดก็สามารถนำมาแปรรูปให้เก็บไว้ได้นาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาแห้ง ปลาเค็ม ปลาร้า ปลาเจ่า
อาหารรสเผ็ดที่ได้จากพริกนั้น ไทยได้รับนำมาเป็นเครื่องปรุงมาจากบาทหลวงชาวโปรตุเกส ในสมัยพระนารายณ์ ส่วนอาหารประเภทผัดไฟแรง ได้รับมาจากชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในเมืองไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ขายเป็นอาชีพและมีโรงฆ่าสัตว์ ทำให้มีการหาเนื้อสัตว์มารับประทานมากขึ้น มีการใช้เครื่องเทศหลากชนิดเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อที่นำมาปรุงเป็น อาหาร เครื่องเทศที่คนไทยนิยมนำมาปรุงอาหารประเภทนี้เช่น ขิง กระชาย ที่ดับกลิ่นคาวปลามานาน ก็นำมาประยุกต์กับเนื้อสัตว์ประเภทวัว ควาย เป็นสูตรใหม่ของคนไทย

จุดกำเนิด

อาหารไทยมีจุดกำเนิดพร้อมกับการตั้งชนชาติไทย และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาของ อาจารย์กอบแก้ว นาจพินิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรื่องความเป็นมาของอาหารไทยยุคต่างๆ สรุปได้ดังนี้

สมัยสุโขทัย

อาหารไทยในสมัยสุโขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึก และวรรณคดี สำคัญคือ ไตรภูมิพระร่วงของพญาลิไท ที่ได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี้ว่า มีข้าวเป็นอาหารหลัก โดยกินร่วมกับกับเนื้อสัตว์ ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื้อสัตว์อื่นบ้าง การปรุงอาหารได้ปรากฏคำว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่วงที่เป็นที่มาของคำว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักที่กล่าวถึงในศิลาจารึก คือ แฟง แตงและน้ำเต้า ส่วนอาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำผึ้ง ส่วนหนึ่งนิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน

สมัยอยุธยา

สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทย ได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออก จากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่าย ยังคงมีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกง และคาดว่ามีการใช้น้ำมันในการประกอบอาหารแต่เป็นน้ำมันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่า ไขมันหรือน้ำมันจากสัตว์มาอาหารอยุธยามีเช่น หนอนกะทิ วิธีทำคือ ตัดต้นมะพร้าว แล้วเอาหนอนที่อยู่ในต้นนั้นมาให้กินกะทิแล้วก็นำมาทอดก็กลายเป็นอาหารชาว วังขึ้น คนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่นการนำไปตากแห้ง หรือทำเป็นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่นน้ำพริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ไม่นิยมนำมาฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่างๆ ที่ใช้เครื่องเทศ เช่น แกงที่ใส่หัวหอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื่องเทศแรงๆ ที่คาดว่านำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อปลา หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวงชาวต่างชาติที่แสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติต่าง ๆ เริ่มเข้ามามากขึ้นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรั่งเศส สำหรับอิทธิพลของอาหารจีนนั้นคาดว่าเริ่มมีมากขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่ ไทยตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรีทั้งทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจากหลักฐานที่ปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่าอาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่หลาย อยู่ในราชสำนัก ต่อมาจึงกระจายสู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยไป ในที่สุด

พ.ศ. 2394–ปัจจุบัน

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมีการตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ตำรับอาหารการกินของไทยเริ่มมีการบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาสต้น เป็นต้น และยังมีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทางเครือญาติ และบันทึกที่เป็นทางการอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็น กับข้าวอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ ทั้งที่เป็นวิธีปรุงของราชสำนัก และวิธีปรุงแบบชาวบ้านที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดในปัจจุบันได้มีวิธีการปรุงหรือส่วน ประกอบของอาหารผิดเพี้ยนไปจากของดั้งเดิม จึงทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตำรับดั้งเดิม และขาดความประณีตที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาหาร ไทย
 

โดย http://th.wikipedia.org/wiki/
 

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เพลง ตั้งใจ



เพลง ตั้งใจ



 




·  เนื้อเพลง ตั้งใจ-เอ๊ะ จิรากร
วันเวลาที่หมุนเลยไปทำให้สิ่งไหน
เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ก็ตาม
แต่วันเวลาไม่หมุนหัวใจให้หวั่นไหว
ทุกภาพในใจยังสวยงาม
แม้ว่าเรานั้นแยกกันไปตั้งนาน
แม้ว่าเธอนั้นพบบางคนที่ตรงกับหัวใจ
อาจไม่มีฉัน เหลืออยู่ในห้วงความจำ ไม่เป็นไร
แค่อยากให้รู้ไว้ว่าฉันนั้นยังรักเธอ หมดทั้งหัวใจ
ฉันนั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปไหน
แม้ต้องมองเห็นเธอ จับมือของใครฉันก็จะไม่โกรธ
จะไม่โทษที่เธอต้องไปและที่ฉันยังศรัทธาในรักเดียว
และที่ฉันยังไม่เหลียวมองคนไหน
สิ่งที่มันทำให้ฉันไม่หวั่นไหว
เพราะฉันตั้งใจ ว่าจะไม่รักใครอีกนอกจากเธอ
เธอคงลืมที่ฉันพูดไป เมื่อก่อนนั้น ตอนเรารักกันใหม่ใหม่
เธอคงลืมที่ฉันสัญญาที่บอกไว้ ว่าให้เธอเป็นคนสุดท้าย
ถึงยังมองว่าฉันงมงายอยู่นาน
ถึงยังมองว่าฉันรอคอยแต่เธอเพื่ออะไร
สิ่งที่เคยฝัน เธออาจจะลบลืมมันได้ง่ายดาย
แต่อยากให้รู้ไว้ว่าฉันนั้นยังรักเธอ หมดทั้งหัวใจ
ฉันนั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปไหน
แม้ต้องมองเห็นเธอ จับมือของใคร ฉันก็จะไม่โกรธ
จะไม่โทษที่เธอต้องไป และที่ฉันยังศรัทธาในรักเดียว
และที่ฉันยังไม่เหลียวมองคนไหน
สิ่งที่มันทำให้ฉันไม่หวั่นไหว
เพราะฉันตั้งใจ ว่าจะไม่รักใครอีกนอกจากเธอ
แม้ว่าเรานั้นแยกกันไปตั้งนาน
แม้ว่าเธอนั้นพบบางคนที่ตรงกับหัวใจ
อาจไม่มีฉันเหลืออยู่ในห้วงความจำ ไม่เป็นไร
แค่อยากให้รู้ไว้ ว่าฉันนั้นยังรักเธอ หมดทั้งหัวใจ
ฉันนั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปไหน
แม้ต้องมองเห็นเธอ จับมือของใคร ฉันก็จะไม่โกรธ
จะไม่โทษที่เธอต้องไป และที่ฉันยังศรัทธาในรักเดียว
และที่ฉันยังไม่เหลียวมองคนไหน
สิ่งที่มันทำให้ฉันไม่หวั่นไหว
เพราะฉันตั้งใจ ว่าจะไม่รักใครอีกนอกจากเธอ
เข้าใจไหม ฉันตั้งใจ จะรักแค่เธอ

                                   

โดย http://เพลงมาใหม่.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดอกไม้ประจำฤดู



ดอกไม้ประจำฤดูกาล

     สำหรับดินแดนประเทศจีนอันแสนยิ่งใหญ่ ย่อมจะมีดอกไม้นับพันนับหมื่นชนิด หลายร้อยหลายพันรูปแบบและสีสัน ซึ่งแต่ละฤดูก็มีดอกไม้แตกต่างกันไป ชาวจีนจึงได้จัดดอกไม้ที่เป็นสุดยอดของแต่ละฤดูไว้อย่างน่าสนใจ

1.“เหมยฮวา” ปัญญาชนแห่งฤดูหนาว

ดอกเหมยมีชื่อลาตินว่า Prunus mume หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Mumeplant Japanese Apricot ปัจจุบันมีอยู่กว่า 300 ชนิด เป็นดอกไม้ที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน เป็นดอกไม้ที่ชอบขึ้นในที่สูง ชอบอากาศหนาว โดยเฉพาะบริเวณมณฑลยูนนาน ดังนั้น เมื่อหิมะโปรยปราย อากาศหนาวเหน็บ ดอกไม้ชนิดอื่นร่วงโรยไปเพราะความหนาวเย็น จะมีเพียงดอกเหมยเท่านั้นที่ออกดอกสีสดใส ตัดกับสีขาวบริสุทธิ์ของหิมะ
  
2.“โบตั๋น” ราชาแห่งฤดูใบไม้ผลิ

 
  โบตั๋น หรือภาษาจีนกลางว่า “มู่ตัน” มีชื่อลาตินว่า Paeonia suffruticosa หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Tree Peony เป็นดอกไม้ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานควบคู่กับประวัติศาสตร์จีน มีสีต่างๆมากถึง 8 สี ได้แก่ สีขาว เหลือง ชมพู แดง ม่วง ดำ เขียว และน้ำเงิน อีกทั้งชาวจีนยังยกย่องให้เป็นดอกไม้ประจำชาติอีกด้วย
 3.“ดอกบัว” ผู้บริสุทธิ์และสูงศักดิ์แห่งฤดูร้อน





 ดอกบัวมีชื่อภาษาจีนว่า “เหอฮวา” หรือ “เหลียนฮวา” มีชื่อลาตินว่า Nelumbo nucifera หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า Chinese Lotus ซึ่งจะต่างจากดอกบัวแบบ Hindu Lotus จัดเป็นหนึ่งในดอกไม้มงคลของจีน เนื่องจากคำว่าเหลียนฮวานั้นไปพ้องกับคำที่หมายถึง โชคดี สิริมงคล ของจีนอีกทั้งบัวยังมีเมล็ดมาก ดังนั้น ชาวจีนจึงใช้เมล็ดบัวเป็นสัญลักษณ์ในการอวยพรให้มีลูกหลานมากมายอีกด้วย

4.“จวี๋ฮวา” ปัญญาชนผู้เร้นกายแห่งฤดูร้อน


 


ดอกจวี๋ฮวามีชื่อลาตินว่า Dendranthema morifolium หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Florists Chrysanthemum เป็นดอกไม้ที่มีสีสันสดใสและกลีบดอกหนาเป็นพุ่มสวยงาม ตรงเกสรมีกลิ่นหอม ในสมัยโบราณชาวจีนในราชสำนักนิยมปลูกดอกจวี๋ฮวากันมาก จนถึงกับมีเทศกาลชมดอกจวี๋ฮวา
 


อ้างอิง http://two-gen.com/